Kols's profilekolsPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    June 22

    Fly me to the moon

    Fly me to the moon
    Original by Frank Sinatra
     
    Fly me to the moon
    Let me sing among those stars
    Let me see what spring is like
    On Jupiter and Mars

    In other words, hold my hand
    In other words, baby kiss me

    Fill my heart with song
    Let me sing for ever more
    You are all I long for
    All I worship and adore

    In other words, please be true
    In other words, I love you
     
     
    เป็นหนึ่งในเพลงสากลเก่าๆที่ถูกนำกลับมาร้องใหม่หลายครั้ง
    เป็นหนึ่งในเพลงที่มักจะดังขึ้นมาในหัวเวลาอารมณ์ดีๆ
    เป็นหนึ่งในเพลงที่อยากให้ลองฟังกันเผื่อจะชอบเหมือนกัน
     
    ลองฟัง:
    โหลดไปฟัง
    May 04

    ของเล่น

    ธรรมดานิสัยผู้ชายมักจะติดของเล่นตั้งกะเด็กยันโต ข้าพเจ้าเองตอนเด็กๆก็ติดของเล่นจำพวก Puzzle เช่น
    ตัวต่อ 7 สหาย: เป็นของเล่นรูปร่างเรขาคณิต 7 ชิ้น นำมาต่อเป็นรูปสองมิติต่างๆ (แม่บอกว่าเป็นของตกทอดมาจากพ่ออีกทีหนึ่ง ปัจจุบันไม่รู้ไปอยู่หนใดแล้ว)
    ของเล่นที่เป็นภาพเลื่อนเล็กๆ 15 ชิ้น: ลักษณะเป็นรูปภาพที่แบ่งออกเป็น 16 ภาพเล็กแล้วเอาออกไปภาพหนึ่งเหลือ 15 ภาพ เวลาเล่นก็เลื่อนๆให้ภาพมันออกมามั่วๆแล้วค่อเลื่อนแก้ให้กลับมาเหมือนเดิม
    ตัวต่อพลาสติก: เป็นตัวต่อพลาสติกชิ้นเล็กๆที่เอามาประกอบเป็นยานอวกาศ แต่จริงๆมันคงประกอบได้หลายหลากตามจินตนาการ แต่ตอนเด็กๆคงดูการ์ตูนมากไปหน่อยเลยคิดต่อเป็นแต่ยานอวกาศ พอประกอบเสร็จก็เอาไปชนกับของน้องเพื่อพิสูจน์ว่าใครต่อออกมาได้แข็งแรงกว่ากัน
     
    นอกจากนั้นก็เล่นไปตามประสาเด็กผู้ชายเช่น ดีดลูกแก้ว เขี่ยไพ่ เล่นดินน้ำมัน เป็นต้น ซึ่งเมื่อก่อนจะเล่นกันไปตามหน้าๆวนเวียนกันไป เช่นปิดเทอมหน้าร้อนก็เล่นดีดลูกแก้ว พอเปิดเทอม 1 เริ่มเข้าก็หน้าเขี่ยไพ่ อะไรแบบนี้แต่ก็ไม่ได้มีหลักยึดอะไรแน่นอนว่าเดือนไหนๆต้องเล่นอะไรเพราะเอาเข้าจริงก็เอาสะดวกเข้าว่า
     
    พอโตขึ้นมาหน่อยก็เริ่มเล่นเกมส์ จำได้ว่าเริ่มมีเครื่องเล่น Family เครื่องแรกตอนอายุสิบกว่าขวบ และแน่นอนว่าเกมส์ที่เล่นก็ไม่พ้นเกมส์ตระกูลมาริโอ้ (เกมส์ในตำนาน) กับตลับรวมเกมส์ต่างๆ
     
    หลังจากนั้นก็เข้าสู่วังวนของเกมส์มาเรื่อยๆ จนกระทั่งอายุยี่สิบ ทั้งเกมส์บอย เกมส์บอย color (ซึ่งเอามาเล่น Pokemon series โดยเฉพาะ) เครื่อง Play station ทั้ง Play1 Play2 PSP
     
    แต่ปัจจุบันนี้ไม่ค่อยได้เล่นเกมส์เท่าไหร แล้วเวลาว่างส่วนใหญ่ก็หมดไปกับการฟังเพลงมากกว่า ดังนั้นของเล่นปัจจุบันที่มีตอนนี้ก็คือ Gadget ประเภทหูฟัง ต่างๆนั่นเอง จากตอนแรกที่คิดว่าหูฟังจะคลองถมจะ brand name มันก็ไม่ต่างกัน ตอนนี้เลยเรื่องมากเลยทีเดียว เพราะฟังพอออกว่าเสียงที่ได้มันต่างกันเยอะ แต่ถึงยังไงตอนนี้ก็ยังมีไม่มากเท่าไหร่ (ซื้อใหม่มาจริงๆแค่ 4 ตัว) แถมส่วนใหญ่ก็เป็นตัวเล็กๆระดับ Budget ทั้งนั้น เนื่องจากปัจจัยต่างๆทั้งงบและที่เก็บยังคงขาดแคลนอยู่ แต่ต่อไปถ้าไม่ขาดแคลนล่ะก็ เหอๆ ถ้าไม่มีตัวเบรคซะก่อนก็ต้องซื้อเพิ่มแน่ๆ แถมตอนนี้ก็มีตัวในดวงใจไว้แล้วด้วย 555+
     
     
    [AKG K701 หูฟังที่คิดว่าชีวิตนี้ต้องเป็นขอเป็นเจ้าของดูซักที ถ้าอยากรู้ว่าดีแค่ไหนลองดูได้ที่นี่ จิ้ม ขนาดที่ว่าพี่บอยด์ใช้อ่ะ คิดดู]
     
    April 04

    My life is here

    ได้ mp3 รวมมิตร  Bakery จากรุ่นน้องมาตั้งนาน เพิ่งรู้ว่าเพลงของนักร้องหนุ่มใหญ่ ธีร์ ทั้งเพราะทั้งให้ความหมายโดนใจขนาดนี้ แบบที่ว่าเพิ่งฟังปุ๊บแล้วต้องฟังซ้ำพร้อมหาเนื้อเพลงมาดูกันเลยทีเดียว 
     
    (กดที่ชื่อเพื่อลิงค์ไปฟังที่ ijigg)
    ธีร์ ไชยเดช
    อัลบั้ม: There
     
    The rainy day, Heart beating tone.
    Sit and talk to me .And talk it all alone.
    My life is here .My life is there.
    Lyin' on the ground. Or up up in the air.
     
    My ways are turning all around.
    My blood is running through.
    When love is right .But right is wrong.
    I want to get away.But still I'm hanging on.
     
    My life is here .My life is there.
    Lyin' on the ground. Or up up in the air
     
    Ten days with you. One day with me.
    I can't change a thing of what I want to be.
    Two years with you. How could I say.
    I can't have a thing cause it always slip away.

    My ways are turning all around.
    My blood is running through.
    When love is right .But right is wrong.
    I want to get away.But still I'm hanging on
     
    You call and come. You come and go.
    Like this rainy day. That I'm talkin' all alone.
     
    My ways are turning all around.
    My blood is running through.
    When love is right .But right is wrong.
    I want to get away.But still I'm hanging on.
     
    My life is here .My life is there.
    Lyin' on the ground. Or up up in the air.

    My life is here.
    My life is here.
     
    ฟังแล้วมันโดนพิลึก แม้ว่าบางท่อนจะฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจนักก็เถอะ แต่ก็ชอบอยู่ดี
     
    ปล ช่วงนี้ชอบร้องเพลงให้ตัวเองฟัง ถ้าใครแอบได้ยินข้าพเจ้าร้องเพลงคนเดียวก็อย่าแปลกใจล่ะ แล้วถ้าคิดว่าเสียงดีก้ไม่ต้องชมด้วย (เดี๋ยวเค้าเขิน) 555+
    March 15

    Pink on Blue

    คงจะไม่มีครั้งใดที่ยากลำบากเท่าครั้งนี้
    และคงไม่มีครั้งใดที่หวั่นไหวได้ขนาดนี้
     
    แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่ามันผิดคำพูดที่ให้ไว้กับตัวเองแต่กลับไม่อาจปฏิเสธสิ่งที่เกิดขึ้นในใจ
    ช่างเป็นความสุขที่ฉาบอยู่บนความทุกข์จริงๆ
    "Undeniable feeling, Pink on Blue"
     

    February 24

    ว่าด้วยเรื่องของนิทาน ตามใจฉัน

    จากคำถามที่ เลอ (รุ่นน้องที่คณะวิทย์) ถามเอาไว้ใน space ว่า "นิทานคืออะไร" อ่านแล้วมันโดนใจจุดประกายความคิดเล็กๆจนเป็นที่มาของเนื้อหาของ entry นี้
     
    คำถามที่เลอถามไว้ก้ประมาณว่า
     
    อยากถามทุกท่านว่านิทานคืออะไร....
     
    จากพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ฉบับ พ.ศ. 2542 ได้กล่าวไว้ว่า
     
    "นิทาน  น. เรื่องที่เล่ากันมา เช่น นิทานชาดก นิทานอีสป; เหตุ เช่น โรคนิทาน;  เรื่องเดิม เช่นวัตถุนิทาน. (ป.)."
     
    อ่านแล้วรู้สึกเหมือนกันมั๊ย... แอบงงอ่ะ
     
    ตกลงแล้วที่เราเข้าใจเนี่ย นิทานคือเรื่องเล่าเฉยๆใช่มะ แค่นั้นจริงๆหรือจะคิดใหม่ๆสดๆก็เป็นนิทานได้...อย่างนั้นหรือ?
     
    แบบนี้ มันจะต่างกับการ์ตูนยังไงหล่ะนั่น เพราะการ์ตูนก็เป็นเรื่องเล่าแบบนึงเช่นกัน เพียงแต่เล่าผ่านกระดาษเท่านั้นเอง
     
    ตามความเห็นส่วนตัวแล้วคิดว่า "นิทาน น่าจะหมายถึง เรื่องแต่งที่ใช้เล่าสืบทอดกันมาโดยมักจะมีคติสอนใจสรุปไว้ท้ายเรื่อง" อย่างเช่นเรื่อง เด็กเลี้ยงแกะ หมาป่ากับลูกหมูสามพี่น้อง เสื้อใหม่ของพระราชา เป็นต้น ที่บอกว่า "ถ้าคิดใหม่ๆสดๆก็เป็นนิทานได้อย่างนั้นหรอ" ก็ขอตอบเองว่า "น่าจะได้" เพราะลองคิดโดยอาศัยตรรกะส่วนตัวแล้วว่านิทานทุกเรื่องมันก็ย่อมมีการถูกแต่งถูกเล่าทั้งนั้น ถึงแม้ว่าจะใหม่สดจากเตาแค่ไหนแต่ถ้ามีความเป็นนิทานครบครันมากพอก็น่าจะใช้คำว่านิทาน
    กร้อมแกร้มไปได้ (พูดแล้วชวนให้นึกไปถึงตอนดูเจ้าขุนทองตอนเด็กๆ ไม่รู้ว่าเนื้อหารายการช่วงนิทานสอนใจนั้นมีเรื่องที่คนทำรายการแต่งเองบ้างรึปล่าว)
     
    ส่วนที่ว่าความเป็นนิทานที่ครบครันเป็นอย่างไรนั้นคงต้องเล่ากันยาว แล้วตัวข้าพเจ้าเองก็ไม่สันทัดมากพอเสียด้วย เอาเป็นว่าอย่างน้อยต้องเป็นเรื่องเล่าที่มีความสนุกสนานแฟนตาซีและสาระอย่างลงตัว ซึ่งไอ่เรื่องความมีสาระที่อยู่ในความสนุกอย่างลงตัวนั้นเองที่น่าจะเป็นตัวแยกหมวดหมู่ของนิทานออกจากเรื่องเล่าอย่างอื่น โดยเฉพาะจากนิยายกับการ์ตูนทั่วๆไป จากประสบการณ์ที่อ่านการ์ตูนมาตั้งแต่สูงเท่าคอแม่จนตอนนี้แม่สูงแค่อกทำให้พอกล้าพูดได้ว่าการ์ตูนส่วนใหญ่นั้นเอาความสนุกแฟนตาซีเข้าว่ามากกว่าจะแฝงสาระจริงๆ โดยเฉพาะการ์ตูนแนวเอาใจวัยโจ๋ เช่น Hayate, Keroro, Lucky star, Chi's sweet home, School rumble, คุโรไมตี้ เป็นต้น หรือจะการ์ตูนเด็กจากช่องเก้าเช่น Dragonball, Sailor-moon, Saint-Seiya, Pokemon, Digimon เป็นต้น หรือแม้แต่การ์ตูนจาก Walt's Disney หลายๆเรื่องเช่น Cinderella Snow-white ซึ่งการ์ตูนเหล่านี้ถ้าจะเอาสาระกันจริงๆก็คงต้องนั่งดูกันแบบกึ่งจับผิดเลยทีเดียวเพราะส่วนใหญ่คงดูเอาเพลินเสียมากกว่า
     
    อย่างการ์ตูนเรื่อง Totoro จาก Ghibli Studio ซึ่งมีเนื้อหาหลักเกี่ยวข้องกับเด็กและสัตว์ในตำนานพื้นบ้านของญี่ปุ่นทำให้มีความรู้สึกคล้ายๆจะเป็นนิทานเหมือนกัน แต่ถ้าดูแล้วคิดดีๆก็จะรู้ว่าเป็นการ์ตูนสั้นสำหรับเด็กมากกว่าเพราะสาระในเรื่องนี้ก็ดูจะแฝงไว้ลึกมากกว่าจะให้เด็กค้นหาซึ่งก็ style ของ Studio นี้เหมือนกันคือดูมีเนื้อหาสาระหนักไปหน่อยเลยท่าจะเหมาะกับผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก
     
    สรุปแล้วการ์ตูนก็คือการ์ตูนที่ไม่ใช่นิทานจากจะบอกว่าเป็นการ์ตูนที่เขียนมาจากเค้าโครงของนิทานเท่านั้น จะว่าไปเรื่องนี้ถ้าจะให้ว่ากันต่อก็คงยาว คงเขียนได้อีกหลายตอนจนเบื่อไปข้างหนึ่ง ถ้ายังอยากฟัง idea อื่นอีกจริงๆล่ะก็ มานั่งคุยกันดีกว่า อิอิ
     
    ปล ใครหาสาระจากการ์ตูนตัวอย่างได้อย่าลืมมาปันให้ฟังบ้างนะ โดยเฉพาะเรื่อง คุโรไมตี้
    February 16

    ภาพไร้สี 14 กุมภา

    แม้ว่าจะเป็นครั้งที่ 25 ของชีวิต  แต่ก็ยังอดที่จะรู้สึกหดหู่เล็กๆภายในใจไม่ได้
     
    แม้ว่าในกาลและเวลาปกติจะสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างสบาย  แต่บางช่วงเวลามันก็ชวนให้รู้สึกเดียวดายจนไม่อยากทำอะไรเหมือนกัน
     
    แต่ในที่สุดมันก็จะเหมือนกับทุกๆครั้ง  เราก็จะไหลผ่านมันไปในที่สุด  แล้วก็กลับมาเป็นตัวเราเหมือนอย่างที่เคย  ทิ้งวันเวลาที่ผ่านให้เป็นภาพไร้สีในหัวใจ ภาพในวันที่ 14 กุมภา. ..
    February 08

    Gotta Be Somebody

      
      

    Nickelback
    Gotta Be Somebody

     
    This time, I wonder what it feels like
    To find the one in this life, the one we all dream of
    But dreams just aren't enough
    So I'll be waiting for the real thing, I'll know it by the feeling
    The moment when we're meeting, will play out like a scene
    Straight off the silver screen
    So I'll be holding my own breath, right up 'til the end
    Until that moment when, I find the one that I'll spend forever with

    'Cause nobody wants to be the last one there
    'Cause everyone wants to feel like someone cares
    Someone to love with my life in their hands
    There's gotta be somebody for me like that
    'Cause nobody wants to do it on their own
    And everyone wants to know they're not alone
    There's somebody else that feels the same somewhere
    There's gotta be somebody for me out there

    Tonight, out on the street, out in the moonlight
    And dammit this feels too right, it's just like déjà vu
    Me standing here with you
    So I'll be holding my own breath, could this be the end
    Is it that moment when, I find the one that I'll spend forever with

    'Cause nobody wants to be the last one there
    'Cause everyone wants to feel like someone cares
    Someone to love with my life in their hands
    There's gotta be somebody for me like that
    'Cause nobody wants to do it on their own
    And everyone wants to know they're not alone
    There's somebody else that feels the same somewhere
    There's gotta be somebody for me out there

    You can't give up, looking for a diamond in the rough
    You never know, when it shows up, make sure you're holding on
    'Cause it could be the one, the one you're waiting on
    'Cause nobody wants to be the last one there
    And everyone wants to feel like someone cares
    Someone to love with my life in their hands
    There's gotta be somebody for me, ohhh

    Nobody wants to do it on their own
    And everyone wants to know they're not alone
    There's somebody else that feels the same somewhere
    There's gotta be somebody for me out there
    Nobody wants to be the last one there
    'Cause everyone wants to feel like someone cares
    There's somebody else that feels the same somewhere
    There's gotta be somebody for me out there
     
    P.s. Hopefully that this time is the time i found that one.
    January 28

    ความเชื่อผิดๆยอดนิยมเกี่ยวกับเต่า

    2 ความเชื่อยอดนิยมเกี่ยวกับเต่าที่อันตราย (ต่อตัวเต่า) ก็คือ
     
    1. เต่ากินผักบุ้ง
        ใครไม่เคยได้ยินคำนี้คงเป็นพวก "เชยสะบัด หลับหลังเขา" แน่นอน เพราะมันเป็นชื่อเพลงที่โคตรคลาสสิคเพลงหนึ่งที่หลายๆคนต้องเคยได้ยินกัน (แต่ส่วนใหญ่ไม่ยักจะเคยได้ฟังนะ) 
     
    เพลงเต่ากินผักบุ้ง

    เนื้อร้อง ของ นายมนตรี ตราโมท

    ยามเรียนข้าจะเรียนเพียรศึกษา
    เพื่อก้าวหน้าต่อไปไม่ถอยหลัง
    จะเหนื่อยยากสักเท่าไรไม่หยุดยั้ง
    จนกระทั่งสำเร็จเสร็จสมใจ

    (สร้อย) ดอกเอ๋ยดอกมะไฟ
    จิตมุ่งมั่นอันใดไม่แคล้วไปเลยเอย
    ผลแห่งความพยายาม
    จะมาตามสนอง
    สิ่งใดที่ใฝ่ปอง
    ต้องเสร็จสมอารมณ์เอย
     
     
    ความเชื่อที่น่าจะถูกต้องสำหรับความเชื่อนี้คือ เต่าส่วนใหญ่ไม่กินผักบุ้ง หรือกินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยเฉพาะเต่าน้ำจืดซึ่งส่วนมากมักจะกินเนื้อมากกว่าพืช  ดังนั้นการเลี้ยงเต่าโดยให้แต่ผักบุ้งมันกินอาจจะทำให้เต่าขาดสารอาหารโดยไม่รู้ตัว
     
    (ถ้าไม่เชื่อ  "ลองเอากล้วยน้ำว้าที่ปอกเปลือกแล้วกับผักบุ้งให้เต่าพร้อมกันดู แล้วดูว่ามันจะกินอะไรมากกว่ากัน")
     
    2. เต่าทุกชนิดปล่อยลงน้ำได้ (เป็นการทำบุญให้อายุยืน)
        โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าความเชื่อที่ว่า "ปล่อยเต่าลงน้ำแล้วได้บุญ" นี้เป็นความเชื่อที่ดี (หากว่าเต่าที่เราไปปล่อยนั้นไม่ถูกจับมาเพื่อให้เราไปปล่อยโดยเฉพาะ)    แต่อีกทางหนึ่งความเชื่อนี้ก็เป็นความเชื่อที่ค่อนข้างอันตรายเนื่องจากว่ามีเต่าบางชนิดที่ไม่สามารถว่ายน้ำได้ (เต่าบก)  หรือแม้ว่าเต่าที่เราปล่อยเป็นเต่าน้ำจืดแต่หากแหล่งน้ำที่เราปล่อยเต่านั้นไม่มีที่พักให้เต่าขึ้นมาจากน้ำ เช่น ตลิ่งหรือเศษไม้หรือขอนไม้ที่ใหญ่พอให้เต่าขึ้นจากน้ำได้ ก็เป็นเรื่องที่อันตรายเหมือนกัน  เพราะเต่าเป็นสัตว์เลื้อยคลาน (ไม่ใช่สัตว์น้ำ)  จึงไม่สามารถอาศัยอยู่ในน้ำได้อย่างสมบูรณ์เหมือนปลาทั้งหลาย  อีกทั้งยังต้องอาศัยการผึ่งแดดเพื่อกระตุ้น Enzyme ในตัวให้ทำงานได้ก่อนกินอาหาร (เหมือนจระเข้)  ดังนั้นหากไม่มีตลิ่งหรือที่พักให้ขึ้นจากน้ำต่อให้เป็นเต่าน้ำจืดก็อาจจะจมน้ำตายได้เหมือนกัน  ทีนี้แทนที่จะเต่าเอาบุญอาจก็จะเป็นการฆ่าสัตว์โดยไม่รู้ตัว (บาปอีก)
     
    ปล: วิธีแยก เต่าบก กับ เต่าน้ำจืด อย่างง่ายๆ:  เท้าของเต่าบกจะค่อนข้างกลมเป็นแท่งทรงกระบอกเหมือนเท้าช้างแต่เท้าของเต่าน้ำจืดจะแบนราบมากกว่าโดยเฉพาะเท้าหลังเพื่อไว้ใช้เวลาอยู่ในน้ำ
    ปล 2: ใครก็ได้ช่วยบอกทีว่าทำไมเพลง "เต่ากินผักบุ้ง" จึงใช้ชื่อนี้ ทั้งๆที่ไม่เห็นว่าเนื้อเพลงจะพูดถึงทั้งเต่าหรือผักบุ้งเลย
    January 20

    สิ่งใหม่ๆหลังปีใหม่

    มีใครซักคนเคยบอกว่าปีใหม่ก็ควรมีอะไรใหม่ๆให้กับชีวิตบ้างชีวิตมันจะได้ไม่จำเจ    เราเองผ่านปีใหม่มายี่สิบกว่าปีก็ไม่เคยใส่ใจเหมือนกันว่าจะเจออะไรใหม่ๆในชีวิตบ้าง   แต่มาปีนี้จู่ๆก็ดันมาฉุกคิดเอาว่าปีนี้เราก็มีอะไรใหม่ๆเหมือนกัน   ของใหม่ที่มาเร็วจนตั้งตัว (ก้น) ไม่ทันก็คือสุขภัณฑ์ใหม่ที่บ้าน   เนื่องด้วยท่านแม่เล็งเห็นว่าห้องน้ำชั้นสองที่บ้านปูพื้นไว้ไม่ดีคือทั้งมีน้ำขังทั้งมีน้ำซึมลงมาถึงฝ้าชั้นล่าง  ท่านแม่ก็เลยมีคำสั่งฟ้าผ่าให้ช่างแถวบ้านมาจัดการทำพื้นห้องน้ำใหม่ว่าแล้วสุขภัณฑ์อันเดิมที่เคยเฉิดฉายอยู่ก็มีอันต้องระเห็ดตามพื้นห้องน้ำเดิมไปด้วย   ช่วงนี้เวลาที่ต้องเข้าฉากที่บ้านก็เลยยังเกิดอาการเคอะเขินสุขภัณฑ์อันใหม่อยู่ไม่สามารถออกท่าทางได้รวดเร็วดั่งใจผู้กำกับเหมือนสุขภัณฑ์อันเก่าที่ออกท่าทางได้รวดเร็วปรู๊ดปร๊าดปานสายฟ้าแลป  
     
    นอกจากนั้นแล้วตอนนี้ก็มีที่นอนอันใหม่   หลังจากตอนแรกได้ทำการอัปเปหิเตียงเก่าซึ่งเป็นเตียงคู่ออกไปด้วยเหตุที่ว่านอนคนเดียวบนเตียงใหญ่มันรู้สึกเดียวดายอ้างว้างราวกับว่านอนอยู่กลางทะเลดาวเพียงลำพัง (อ้วก)   หลังจากนั้นก็ไปขนผ้านวมมาปูทับเสื่อแทนจนมาได้ที่นอนใหม่ในวันศุกร์ที่ผ่านมา   ตอนอัปเปหิเตียงเก่าไปตอนแรกก็ไม่คิดจะเอาที่นอนใหม่มาหรอกนะเพราะนอนบนผ้านอนแม้จะไม่นิ่มเหมือนที่นอนแต่ก็ยังรู้สึกสบายอยู่ (ผู้ชายควรทำตัวกินง่ายนอนง่ายอยู่แล้ว)   แต่ทีนี้ช่วงที่กรุงเทพฯหนาวแรงๆพื้นที่นอนตอนกลางมันเย็นไปหน่อยขนาดที่ว่าผ่านผ้านวมสองชั้นมายังผิวเราทำให้ต้องนอนขดเป็นลูกหมูอยู่หลายคืน   พอเห็นที่นอนใหม่นี้ก็เลยอยากได้มาเป็นชั้นกันความหนาวของพื้นเสียเลย (ลำพังหนาวใจก็แย่อยู่แล้ว ขืนหนาวใจตอนนอนอีกคงไม่แคล้วหวัดจะกิน)   ตอนนี้ก็เลยมีที่นอนห้องน้ำใหม่โดยปริยาย   
     
    ของใหม่อย่างสุดท้ายที่เพิ่งเปลี่ยนก็คือรองเท้าใส่ไปมหาลัยคู่ใหม่   ซื้อไว้ใส่แทน converse คู่เก่าที่โทรมได้ที่แล้วทั้ง พื้นรองเท้าโทรม ส้นขาด เชือกดำปิ๊ด ฯลฯ จนรุ่นพี่บ่นว่า "เปลี่ยนได้แล้วนะมึง" ตอนนี้รองเท้าที่ใส่ก็เลยใสปิ๊งจนแสบตาคนเดินใกล้ๆเลยทีเดียว (จะเดินใกล้ๆใครตอนนี้อาจจะต้องพกแว่นดำไปให้เค้าใส่ด้วย  555+)   แต่ใส่แล้วยังไม่คุ้นเท้าเลยไม่แน่ว่าอาจจะเอาคุ่เก่ามาใส่เหมือนเดิม  แล้วก็ปล่อยให้คู่ที่เพิ่งซื้อนี้เก่าก่อนค่อยเอามาใส่ 555+
     
     
     
     
    January 15

    ปีใหม่นี้หนาวไต

    ช่วงนี้ หนาว~น้าว~หนาว จนขี้เกียจอัพสเปสมากเลย  แล้วก็ไม่รู้ว่าจะมีเรื่องอะไรที่น่าสนใจให้ท่านๆมาอ่านกันด้วยว่าช่วงนี้หมกมุ่นอยู่กะสองสิ่งคืองานกะเกมส์
    กลางวันไปมหาลัยนั่งทำงาน  กลางคืนกลับบ้านนั่งเล่นเกมส์  เป็นแบบนี้มานานตั้งกะก่อนสิ้นปีจนจะเข้าตรุษจีนแล้ว  ดูๆวงจรชีวิตตัวเองแล้วก็เหมือนตอนที่ยังเด็กมากเหมือนกัน  คือตอนกลางวันตื่นแต่เช้าไปโรงเรียน  ตกเย็นกลับบ้านก็นั่งเล่นเกมส์จนนอน  เพียงแต่เดี๋ยวนี้เราตื่นสายขึ้นแล้วก็นอนดึกกว่าเดิมแค่นั้นเอง
     
    แต่จะว่าไปปีใหม่นี้ก็รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของตัวเองเหมือนกัน  คือเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกล้ามากขึ้น (แม้ว่าเวลาเจอสาวๆจะยังเหมือนเดิม)  เริ่มต้นเลยก็เรื่องบริจาคเลือดตอนต้นปีที่เริ่มรู้สึกดีหลังจากที่บริจาคเสร็จ (แม้ว่าจะยังรู้สึกไม่ค่อยมีแรงเหมือนเดิมกก็เหอะ)  แล้วก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเอง Aggressive มากขึ้นไม่ค่อยทำตัวเป็นคนเหนียมอายเหมือนแต่ก่อน (แต่ก็ยังสั่นๆเวลาเจอสาวอยู่ดี)  นอกจากนั้นก็รู้สึกว่าจะขี้หนาวมากขึ้นคือพอเริ่มหนาวนิดหนาวหน่อยก็หาเสื้อนอกมาใส่แล้วไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ขี้ร้อนมากกว่านี้ (ขนาดว่ามี insulator หนาขึ้นแล้วนะ)  เฮ้อ 
     
    ความฝันที่ยังอยากทำในปีนี้ (ซึ่งปีที่แล้วยังไม่ได้ทำ) ก็คือ สามารถบังคับตัวเองไปวิ่งตอนเช้ามืดให้เป็นกิจวัตรให้ได้  เพื่อทดแทนกับการที่ไม่สามารถวิ่งตอนเย็นเนื่องจากกลับบ้านดึก  (ไม่รู้ว่าจะสามารถเมื่อไหร่  การนอนเที่ยงคืนแล้วตื่นก่อนพระอาทิตย์ขึ้นเพื่อไปวิ่งนี่ช่างยากเย็นยิ่งนัก) 
     
    แล้วอีกอย่างก็.หุ.หุ.หุ.
    Pinky: ปีนี้เราจะทำอะไรกันดีล่ะ Brain
    Brain: ก็เหมือนทุกปีน่ะแหล่ะ Pinky เป้าหมายอีกอย่างของปีนี้ก็คือการหา...... นั่นเอง
    December 12

    มือถือรันทด

    "กว่าจะรู้ค่าก็ต่อเมื่อเสียมันไป"
     
    หลากหลายเหตุการณ์เหลือเกินที่ตอกย้ำให้เราเข้าใจความหมายถึงข้อความนี้ และคราวนี้ก็เป็นทีของ โทรศัพท์มือถือ
     
                   เหตุเริ่มเมื่อเช้าวันหนึ่งของต้นเดือนพฤศจิกายน จำได้แม่นว่า วันนั้นตื่นขึ้นมาแล้วโทรศัพท์มันแปลกไปคือหน้ามันซีดกว่าปรกติ (LCD สีซีด จากสีดำก็กลายเป็นสีขาว) เล่นเอาตกอกตกใจมากมาย (ทีแรกอุตส่าห์คิดไปว่าคงยังฝันอยู่ถ้าตื่นมามันก็ไม่เป็นไรแล้ว) แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับความจริง T_T จากนั้นก็เลยไปหาข้อมูลตามเนตพร้อมกับเชคค่าซ่อมไปด้วย ก็ได้ความว่าเป็นไปได้สองอย่างคือ สายแพร์เสีย หรือไม่ก็หน้าจอ LCD เสีย ซึ่งถ้าซ่อมศูนย์ถ้าเป็นสายแพร์ก็ประมาณ 800 แต่ถ้า LCD อย่างต่ำก็ 1500 ถึง 2000 กว่าๆแน่ แต่ถ้าซ่อมข้างนอกจะถูกกว่าราวๆครึ่งนึงก็เลยตัดสินใจซ่อมข้างนอกแทน เพราะจะไม่ต้องรอเอาเครื่องเข้าศูนย์อีกหลายวันด้วย
                   ช่างคนแรกที่พาไปซ่อมเป็นช่างหน้าปากซอย หลังจากแกแงะๆแกะๆเป่าๆถูๆไปครึ่งวัน (ทิ้งเครื่องไว้กับช่าง) ก็ปรากฏว่าซ่อมไม่ได้เพราะไม่มีอะไหล่ (แล้วไม่กรุณาบอกก่อนซ่อมฟร้า อยากจะกระโดดถีบเท้าคู่จริงๆ) เพราะนอกจากจะซ่อมไม่ได้แล้วช่างยังทำให้เครื่องดูโทรมไปถนัดตาแถมยังสไลด์ได้ไม่ลื่นปรื๊ดๆเหมือนที่เคยอีกด้วย จึงทำให้เซ็งอย่างแรงแม้ว่าจะไม่เสียค่าแรงก็เหอะ
                   จากนั้นก็เลยไปซ่อมใหม่ที่ mbk ชั้น 4 ปรากฏว่า LCD เสีย ต้องเปลี่ยนใหม่โดยคิดค่าเปลี่ยนรวมจอใหม่ 800 ก็นะ มาถึงตอนนี้ก็ยอมแล้วล่ะซ่อมๆให้เสร็จๆไปเสียที ชักจะเบื่อๆแล้ว พอเปลี่ยนเสร็จหน้าจอก็โอเคกลับมามีสีสันเหมือนเก่า (ตอนเปลี่ยนหน้าจอช่างบ่นว่าหน้าจอเก่าเป็นของก็อป แต่หน้าจอใหม่ที่เปลี่ยนให้เป็นของแท้ ไม่รูว่าช่างขีฮกรึปล่าวหรือว่าไอ่ช่างคนแรกมันแอบสับเปลี่ยนเครื่องใน) รู้แต่ว่าตอนซ่อมเสร็จก้อเห็นว่าหน้าจอด้านในเลอะไปมากมายจากการซ่อม ทำเอาเซ็งไปหลายวันเหมือนกันแต่ก็ทำใจว่าของมันแค่เอาไว้โทรศัพท์ อย่าไปคิดอะไรมากก็เลยยอมรับได้ 
                   แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ความรันทดของโทรศัพท์ก็ยังคงอยู่ คือ สามารถแสดงอภินิหารส่งเสียง noise ไปยังคู่สายได้เป็นช่วงๆ (ที่ไม่ใช่หมีแพนด้า) ทำให้คู่สายเกิดความรำคาญได้เลยเอามือถือไปซ่อมอีกครั้ง แต่เนื่องด้วยประสบการณ์ทั้งสองครั้งที่ผ่านมาทำให้ข้าพเจ้าไม่ค่อยไว้ใจช่างนอกเท่าไหร่จึงเอาไปซ่อมที่ศูนย์โดยเดาว่าอาจจะแค่ไมค์เสียแล้วก็ซ่อมไม่กี่วัน แต่ แต่ แต่ แต่ ปรากฎว่าทางศูนย์โทรมาบอกภายหลังว่าต้องใช้เวลาประมาณสองอาทิตย์ (หอยหลอดมาก เพราะตอนแรก Operator ที่สุดแสนน่ารักบอกว่า แค่สองวัน) จากที่กะไว้ว่าจะขาดมือถือแค่สองวันก็เลยกลายเป็นสองอาทิตย์ ทีนี้เลยเป็นเรื่องเลยเพราะแม้ว่าปกติจะไม่ค่อยได้ใช้เท่าไหร่ แต่ก็มีบางเวลาที่จำเป็นเหมือนกันเช่น โทรไปเรียกให้น้องมารับที่ปากซอยสุดเปลี่ยว (สำคัญมาก เพราะเดี๋ยวโดนฉุดไปทำมิดีมิร้าย) หรือโทรคุยธุระต่างๆโดยเฉพาะเรื่องงาน ครั้นจะยืมชาวบ้านโทรไปเรื่อยก็คงไม่ไหว วันนี้เลยไปซื้อโทรศัพท์ใหม่มาใช้แทน โดยได้ Sony-erisson รุ่น T303i (รุ่นที่ มาริโอ้ เป็น พรีเซนเตอร์) มาในราคา 3200 บาท ซึ่งตรงตาม spec ที่วางไว้คือถูกกว่า 4000 แล้วรูปทรงก็สวยพอใช้ได้ แล้วก็ไม่แคร์ special feature ต่างๆทั้งกล้องทั้งการเล่นเพลง เพราะมี mp3 player อยู่แล้ว และถึงเอากล้องดีๆไปก็สู้ซื้อกล้องจริงๆไม่ได้อยู่ดี ดังนั้นก็เอาแค่นี้แหล่ะซื้อเท่าที่ใช้ ส่วนเรื่องเครื่องเก่าจะเอายังไงก็คงต้องไว้ลองดูกันอีกทีหนึ่ง
     
    ปล ทีแรกว่าจะซื้อ Se w595 ซึ่งเป็นรุ่นเปิดใหม่ที่สวยมากๆแทนแล้ว แต่พอดีว่าซื้อ mp3 ไปแล้ว เลยประหยัดตังค์ดีกว่า (รุ่น w595 ประมาณ 8500-9000)
     
                  
    December 07

    1 ปีทำงานกี่วัน (จากเมลล์)

    ไม่รู้ว่าเคยอ่านเมลล์กวนๆหัวข้อนี้กันรึปล่าว  เนื้อหาของเมลล์ "1 ปีทำงานกี่วัน" ก้อประมาณว่ามีชายหนุ่มเดินไปบ่นที่แผนกบุคคลว่าทำไมเค้าไม่ได้ขึ้นเงินเดือนเลย แผนกบุคคลก้อเลยสวนกลับไปว่า "ก้อ 1 ปีคุณทำงานกี่วันล่ะ" ว่าแล้วแผนกบุคคลจอมเจ้าเล่ห์นี้ก้อเริ่มร่ายยาวเริ่มจาก
     
    แผนกบุคคล: วันนึงคุณทำงานกี่ ชม.
    ชายหนุ่ม: 8 ชม ครับ
    แผนกบุคคล: แสดงว่าคุณทำงานวันละ 1/3 ของวัน ให้ปีนึงมี 366 วัน แสดงว่าคุณทำงานปีนึงกี่วัน
    ชายหนุ่ม: 366/3 ก้อ 122 วันครับ
    แผนกบุคคล: แล้วหักวันหยุดเสาร์อาทิตย์อีกวันละ 52 วัน คุณเหลือทำงานปีละกี่วัน
    ชายหนุ่ม: 122- 52 -52 เหลือ 18 วัน คับ (เสียงเริ่มอ่อย)
    แผนกบุคคล: ปีนึง บริษัทให้คุณลาหยุดได้อีก 14 วัน ทีนี้เหลือกี่วัน
    ชายหนุ่ม: 18 - 14 ก้อเหลือ 4 วันครับ (หน้าเริ่มซีด)
    แผนกบุคคล: สุดท้ายวันหยุดราชการเช่น วันสิ้นปี ปีใหม่ สงกรานต์ วันพ่อ อีกอย่างน้อย 4 วัน ทีนี้รู้แล้วรึยังว่าทำไมเงินเดือนคุณถึงขึ้นให้ไม่ได้
    ชายหนุ่ม: โอย!!! ผมเพิ่งรู้นะครับเนี่ย ว่าผมสุดแสนจะแย่ที่ทำตัวเหมือนโจรปล้นเงินเดือนบริษัทมาตลอด
    แผนกบุคคล: ... (ใบหน้ายิ้มเล็กๆ แต่แสยะยิ้มแบบปีศาจข้างในใจ)
    .
    .
    .
    .
    .
    .
    .
    .
     
    เป็นไงบ้างคับ อ่านเสร็จแล้วรู้สึกขำๆกันบ้างมั้ย  แต่สำหรับคนขี้สงสัยอย่างผมบอกได้คำเดียวว่ามัน ตุแหม่งมากมาย เพราะท่าลองคิดกลับกันว่าแล้วที่เวลาชายหนุ่มไปทำงานทุกวันธรรมดานั้นมันหายไปไหนหมด คำตอบของมันนั้นก็คือเวลาที่ชายหนุ่มไปทำงานนั้นก็ยังมีอยู่มากมายคิดเป็น 2/9 ของปีเลยทีเดียว แต่เราต้องลองจัดกระบวนการคำนวณให้ถูกต้อง นั่นคือต้องหักวันที่เค้าหยุดก่อนแล้วจึงคูณด้วยเวลาทำงานต่อวันนั่นเอง ลองเปรียบเทียบจากข้างล่างดูก้อจะเข้าใจ
    (1): 366 คูณ (1/3) แล้วจึงลบด้วย (52 + 52 + 14 +4) = 0 วัน ---> คิดแบบเผนกบุคคลจอมเจ้าเล่ห์
    (2): 366 - (52 + 52 +14 + 4) เสร็จก่อนจึงคูณด้วย (1/3) = 81.33 วัน ---> คิดแบบตรงไปตรงมา  
     
    เห็นมั้ย ปีนึงชายหนุ่มทำงานตั้ง 81 วันกะอีก 8 ชม. ถ้าเค้ารู้ว่าปีนึงเค้าทำงานตั้งขนาดนี้ เค้าก้อคงไม่โทษตัวเองว่าเป็น โจรปล้นเงินเดือน แล้วล่ะ จริงมั้ยท่านผู้ชม
    November 28

    เที่ยวจุฬาวิชาการ 2551

    วันนี้แอบโดดงานประจำ (ทำ thesis, RA) ไปดูงานจุฬาวิชาการมาเมื่อยขามากๆ ขนาดว่าแค่ดูหลักๆเฉพาะคณะสายวิทย์แค่บางคณะแล้วก็บางภาคเอง 
     
    แน่นอนว่าโซนแรกที่ต้องดูก็คือโซนของภาคชีววิทยา คณะวิทย์ (บ้านเกิด) และจุดแรกที่ต้องดูก็คือที่ Natural Museum ของที่ภาคเนื่องจากเป็นงานเก่าที่เคยทำนั่นเอง (จริงๆแล้วไปหาตานุ่นด้วย)
    งานปีนี้ที่ภาครู้สึกว่ามีนิสิตที่ช่วยดูแล (staff) น้อยไปหน่อย ไม่รู้ว่าเพราะตอนนั้นไปช่วงเที่ยงๆหรือว่าเด็กรุ่นหลังๆนี้ไม่ค่อยช่วยงานกัน
    ซุ้มของภาคที่ดูแล้วชอบที่สุดก็คือซุ้ม Forensic entomo (การชันสูตรซากจากร่องรอยของแมลง) โดยมีเหตุผลสำคัญก็คือเด็กดูซุ้มช่างเจรจาแล้วก็ฉะฉานดี ขนาดว่าอยู่แค่ปีสองแต่ก็ดูคล่องมาก
    แต่ยังไงก็ยังเหลือห้องแลปกายวิภาค (Comparative anatomy) ที่ยังไม่ได้ดู เนื่องจากติดเที่ยงนั่นเอง
     
    โซนที่ดูต่อมาก็คือโซนของคณะวิทย์ งานโชว์ส่วนใหญ่ในคณะวิทย์มักจะโชว์พวกนวัตกรรมที่นิสิตหรือภาควิชารังสรรค์ขึ้นมาเอง ซึ่งมีทั้งส่วนที่ยังอยู่ในช่วงต้น เช่น
    - การใช้ Nano-silver เพื่อตรวจสอบชนิดของโปรตีน ที่ยังต้องพัฒนาในส่วนของเล่นเกมส์หาคู่ (matching) ระหว่างชนิดของ Nano-silver กับชนิดของโปรตีน ที่ถูกต้อง
    - การใช้สารเรืองแสงในการตรวจสอบชนิดและความเข้มข้นของไอออน (Ion) ที่อยู่ในสารละลาย เช่น ดูว่าเป็น Ca+ (Calcium-ion) หรือ Mg+ (Magnesium-ion) เป็นต้น
    บางส่วนก็พัฒนาไปในระดับที่พอนำมาประยุกต์ใช้นอกแลปได้แล้วเช่น
    - วัสดุที่สามารถเปลี่ยนสีได้ตามอุณหภูมิซึ่งสามารถนำไปประกอบเป็นส่วนหนึ่งของบรรจุภัณฑ์หรือของใช้กระจุ๊กกระจิ๊กต่างๆได้
      เช่น แก้วน้ำลายสวยที่ลายจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อเติมน้ำร้อนและจะกลายเป็นสีน้ำเงินถ้าเติมของเย็น ตุ๊กตาหน้ารถรูปน้องวัวที่จะเตือนเราว่าในรถมันร้อนไข่สุกด้วยเขาที่เปลี่ยนเป็นสีแดงจากสีน้ำเงิน เป็นต้น
    - ผลิตภัณฑ์จากโพลีเมอร์ที่ย่อยสลายในธรรมชาติได้ โดยจะเอามาแทนผลิตภัณฑ์จากโพลีเมอร์แบบเก่าที่ต้องใช้เวลาเป็นหมื่นปีในการย่อยสลายให้เหลือเพียงไม่ถึงสองเดือน
      โดยใช้คาร์โบไฮเดรตจากธรรมชาติกับแบคทีเรียบางชนิดมาเป็นตัวตั้งต้นในการผลิตผลิตภัณฑ์จากโพลีเมอร์ที่ย่อยสลายในธรรมชาตินี้
     
    หลังจากนั้นก็ได้ไปแลงานในโซนของคณะวิทย์ที่จัดอยู่ในโซนจามสแควร์ซึ่งมีผู้คนพลุกพล่านมาก (ไม่รู้ว่าหนีร้อนมาเข้าแอบห้างกันรึปล่าว หรือกะจะหาข้าวกินข้างในด้วย)
    งานที่จัดที่นี่ก็น่าสนุกไม่แพ้ข้างนอกเหมือนกัน แต่ในขณะเดียวกันก็มีอันที่น่าหวาดเสียวอยู่หลายสิ่งเหมือนกัน โดยเฉพาะโซนของสหเวชที่มีการตรวจหมู่เลือดกับส่วนที่จัดแสดงกามโรคในสตรีที่โชว์รูปได้น่าเสียวไส้มาก
    นอกจากนั้นก็มีการตรวจไขมันกับสมรรถนะภาพของร่างกาย (ซึ่งได้แต่มองห่างๆอย่างคนไม่ยอมรับความจริง)
     
    ยังเหลือโซนฝั่งสถาปัตย์โดยเฉพาะคณะอักษรที่กะว่ายังไงๆก็จะไปดูให้ได้ โดยเฉพาะหลังจากได้ยินเสียงร่ำลือว่าคณะนี้จัดงานได้ดีจริง (ยังไม่แน่ใจคนพูดเค้าชมคนจัดหรืองาน ต้องไปพิสูจน์)
    นอกจากนั้นก็ยังมีของคณะวิศวะที่ยังแอบกั๊กเอาไว้ (คณะนี้ก็ยินมาว่าหรูมาก มีทั้ง รถ-handmade และ pretty-handmade เลยต้องไปพิสูจน์เหมือนกัน) 
     
    ปล งานส่วนใหญ่เท่าที่ดูในวันนี้ของสายศิลป์ไม่ค่อยน่าสนใจเท่าที่ควร โดยเฉพาะคณะเศรษฐศาสตร์ที่ยังรู้สึกว่าน่าตื่นตาตื่นใจน้อยไปหน่อย
     
     
     
     
     
     
     
    November 20

    หนาวเบญจเพส

    อยุ่เมืองไทยมา 25 ปี หนาวนี้ก้อเป็นหนาวที่ 25 พอดี ไม่รู้ว่าจะนับเป็น "หนาวเบญจเพส" ได้รึปล่าว
    แต่ที่รู้ก้อคือ "หนาวนี้พิเศษแน่นอน" คือกรมอุตุฯบอกว่าจะหนาวนานและหนาวเหน็บกว่าปีอื่นๆ คงเป็นปีที่ใช้ "เสื้อกันหนาว" คุ้มอย่างแน่นอน และไม่แน่ว่าอาจจะต้องหา "ถุงมือ" ให้มือไม่เย็นจนสั่นสะท้าน (ใจ) ซะด้วย
     
    จำได้ว่าในช่วงที่เริ่มหัดอ่านหนังสือเรื่องสั้นใหม่ๆ ตอนนั้นยังอยู่ในวัยสดใสซาบซ่าและร้านดอกหญ้าอยู่ในช่วงรุ่งเรือง ได้ติดอกติดใจหนังสือเล่มนึงที่ชื่อว่า "ขอดาว" เป็นงานเขียนโรแมนติกของนักเขียนเรื่องสั้นโปกฮาที่ใช้นามปากกาว่า "นายกุ้ดจี่" จำได้ว่าครั้งแรกที่อ่านนั้นมันช่างติดตรึงใจเหลือเกิน บรรยากาศสวยๆในฤดูเหมันต์ของภูกระดึงกับความรักอันบริสุทธ์ที่ไม่น่าปรากฎในชีวิตจริงของหญิงสาวแสนดีกับหนุ่มอกเดาะ นึกขึ้นมาแล้วก้อชวนให้อยากขึ้นเหนือปีนภูแอบดูคู่ (พรอด) รักให้อิจฉาเล่นเสียนี่กระไร
     
    แต่ปีนี้ช่วงนี้ก็มี thesis ให้วิตกจริตเล่นเหมือนกัน ด้วยว่าจะทำ "ติ๊ด" ลุ่มหลงไปกับลมหนาวก้อคงถึงคราวจบไม่ทันปีการศึกษาแน่ๆ ที่เคยทำตัว chill ไปกับลมหนาวเหมือนตอนมัธยมที่มีงานคริสต์มาสโรงเรียนให้หลั่นล้าเล่น หรือจะไปหรรษากับงาน "จุฬาวิชาการ" จนลืม thesis ชีวิตก็คงต้องมี "crisis" ลูกเล็กๆแน่ๆ เพราะงั้นปีนี้สิ่งเดียวที่ทำได้ก้อแค่มาแอบระบาย "ความระรื่น" ที่มีอยู่ในสเปส แล้วก้อกลับไปนั่งเคลียร์งาน "RA" แล้วก้อทำ "thesis" เหมือนเดิม
     
    ปล อากาศเริ่มหนาวแล้ว ขอให้ทุกท่านรักษาอุณหภูมิร่างกายไว้ให้ดี อย่าได้ป่วยกายป่วยใจให้บรรลัยจิตด้วยเถิด ^^ 
    November 06

    งูใหญ่ในความฝัน

     
    หากว่าการฝันถึง "งู" เป็นตัวแทนของเรื่องคู่  และการถูก "งูรัด" เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าเรื่องรักใคร่ในชีวิตเรากำลังจะลงเอยด้วยความสุข
    บางที นั่นอาจจะหมายถึงว่า "ชีวิตของข้าพเจ้าคงไม่มีวันจะพบกับเหตุการณ์เหล่านั้น"
     
     
    เพราะ "งู" ไม่ว่าจะเป็นในตอนตื่นหรือในฝัน ไม่ว่าจะเป็นงูเล็กหรืองูใหญ่ หน้าตาน่าปลอดภัยหรือไม่น่าไว้ใจ ข้าพเจ้าก็ไม่เคยคิดจะเข้าใกล้ทั้งนั้น
    ดังนั้นแล้ว เมื่อคิดถึงไปถึงเรื่องที่เขียนด้านบนมันจึงชวนให้หดหู่มิใช่น้อย
     
    แต่หากเพียงแค่ความไม่ชอบ "งู" จะส่งผลถึงเรื่องคู่ของมนุษย์ได้ขนาดนั้น
    ก็เป็นเรื่องน่าประหลาดใจว่า คนทั้งโลกทั้งหลายที่ไม่ชอบในสัตว์ตัวยาวเหล่านี้
    ในที่สุดแล้ว เขาเหล่านั้นต้องใช้ชีวิตไร้คู่จนสิ้นลมหายใจหรืออย่างไร
    หรือ เรื่อง "งู" กับเรื่องคู่นั้น แท้ที่จริงเป็น "อุปทาน" เสียมากกว่าที่สัมพันธ์กันจริงๆ
    October 28

    หนังที่น่าโหลด

    ช่วงนี้เป็นช่วงที่พยายามทำให้ thesis คืบหน้าอย่างแรง  เหตุเพราะดองมาหลายเพลาแล้ว  ช่วงนี้จึงต้องพยายามมากขึ้น เนื้อหาที่น่าสนใจพอที่จะอัพสเปสก้อน้อยลง
    ช่วงนี้เลยห่างๆสเปสไป
     
    แต่ถึงกระนั้นเมื่อ น้องเบส อุตส่าห์ท้วงทักมา จะให้ทำใจแข็งไม่เขียนอะไรให้อ่านบ้างก้อคงจะดูเย็นไปนิ๊ดส์นึง เนอะ
     
    พอดีช่วงนี้เพิ่งไปแอบโหลดหนังมาจาก http://www.flashfly.net/forums/viewtopic.php?t=189763&postdays=0&postorder=asc&start=0&sid=6be9d17c1a66a810da71f40c5eb07347
    ก้อเลยอยากให้ใครที่สนใจลองไปดหลดมาดูกัน โดยเรื่องที่อยากแนะนำมากๆ (very recommend) ก้อคือเรื่อง
    - chi's sweet home (anime)
    - love complex       (anime & movie)
    - Cyril takayama show (Street magic show)
     
    เรื่องแรกเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการผจญภัยของน้องแมวเหมียวที่ชื่อ Chi (จี้) ส่วนเรื่องที่สองเป็นเรื่องราวความรักฮาๆแบบโรแมนติกคอมเมดี้ของหนุ่มสาวชาวไฮสคูลที่มีเรื่องของความสูงเข้ามาเกี่ยวข้อง
    สองเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สนุกมากแบบที่ดูแล้วยิ้มบ้างหัวเราะบ้างทีเดียว ส่วนเรื่องสุดท้ายเป็น โชว์ของนักมายากลที่ชื่อ Cyril ซึ่งเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น(พ่อ)ฝรั่งเศส(แม่) ที่แสดงในญี่ปุ่น จุดขายสำคัญของนักมายากลคนนี้
    อยู่ที่ความเหนือชั้นที่คาดไม่ถึง หลายๆกลที่ได้ดูก็ทำให้รู้สึกไปว่า "มันสมกับที่เรียกว่า magic จริงๆ" นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหลายๆเรื่องที่แจกในเวปเดียวกัน ถ้าใครสนใจเรื่องไหนก็โหลดกันได้เลยนะ
    หรือถ้าถูกใจเรื่องอะไรเป็นพิเศษแล้วอยากมาแนะนำก้อไม่ว่ากัน (ไฟล์เหล่านี้มีอายุค่อนข้างสั้น ใครสนใจก้อต้องรีบๆโหลดหน่อยนะ)
     
    หมายเหตุ ไฟล์ส่วนใหญ่ในเวปนี้เป็น mp4 หรือ pmp ซึ่งอาจต้องใช้โปรแกรมพิเศษเช่น codec หรือ mpcstar ในการดู http://www.mpcstar.com/
               
    October 17

    โน้ตบุ้คใหม่ ไฉไลนะจ๊ะ

    เหอๆๆๆๆ  เพิ่งถอย NB ใหม่มาอ่ะ  เห่อมั่กๆเลย ยี่ห้อ Levnovo รุ่น Y410 น่ะ

     

    เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่าพักหลังๆมานี่เริ่มรู้สึกว่า NB เครื่องที่ใช้อยู่มันเริ่มช้าแล้ว (ใช้มาตั้งกะช่วงที่อยู่ปี 3 ตอนปลายๆ) เลยกะว่าจะซื้อ NB ใหม่ซักที

     

    ก้อเลยแอบไปดูๆหาๆข้อมูลในเนต + โบรชัว จนตัดสินใจได้ว่าไม่ Dell ก้อ Toshiba หรือไม่ก้อ Lenovo (เน้นความถึกและทนควาย น้ำหนักไม่เกี่ยง เพราะเกาะเหนี่ยงที่คอได้)

     

    พอได้ข่าวว่าวันนี้ (16 ตค) ฤกษ์ดีเพราะเป็นวันเริ่มจัดงาน comworld ที่พารากอนวันแรก เลยรีบถ่อไปเทียบๆเคียงตัวเป็นๆดู

     

    ทีแรกก้อกะว่าจะไปเก็บข้อมูลเฉยๆ แต่มันดันถูกใจ๊ถูกใจวัยโจ๋เหลือเกิน คือ

      เล่นทั้งถูกกะตัง (เทียบ สเปค ใกล้ๆกันกับยี่ห้ออื่น)

      ทั้งตัว Body ที่สวยได้ใจ

      ทั้งชื่อเสียงเรื่องความทนทานของยี่ห้อ

      และที่สำคัญสุดๆก้อคืองานนี้พี่ท่านเล่นแถมของอีก 7 รายการ ทั้งเมาส์ กระเป๋าหิ้ว กระเป๋าผ้า ที่กันฝุ่นแป้นพิมพ์ หูฟัง softcase thumb แถมยัง No vat อีกตะหาก 

    เจอแบบนี้ไม่เสียตังค์ตอนนั้น ก้อไม่รู้จะได้เสียกัน ตอนไหนแล้ว (วิญญาณแม่บ้านเข้าสิงโดยฉับพลัน) เพราะราคาก้อต่ำกว่างบที่ตั้งใจไว้ตั้งหลายพัน

    เหลือ acessories เสริมที่อยากได้เพิ่มก้อแค่ film แปะหน้าจอกับ NB skin เอง งานนี้เลยตกลงปลงใจได้โดยไม่ต้องกลับมานั่งเสียเวลาคิดอีก

     

    ท้ายที่สุดก้อเลยจนกรอบเลย แต่ก้อกะว่าค่อยใส่เงินเดือน RA เข้าไปชดทีหลัง ช่วงนี้คงต้องใช้จ่ายน้อยลง เหอะๆๆ แล้วอย่างนี้ "จะได้ความผอมเป็นของแถมอีกอย่างมั้ยเนี่ย"

     

    ปล NB = Notebook = laptop นะคับ

         (เคยมีเพื่อนคนนึงที่คณะถูกขอยืม laptop ตอนที่กำลังถืออยู่แล้วดันตอบไปว่า "ไม่มีคับ มีแต่ toshiba" แมวน้ำจริงๆเลย)

     

    ปล 2 หลังจาก check เครื่องแล้วพบว่าเครื่องมีปัญหาสำคัญสองอย่างคือ dead pixel 1 จุด กับ resume เครื่องหลังจาก hibernate ไม่ได้  แต่ก้อไป

             claim เครื่องใหม่มาเรียบร้อยแล้ว (17 ตค) ไฉไลมั่กๆ ขอบอก

    ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

     

     

     

    October 06

    วันแดงเดือด

    ยังจดจำเหตุการณ์ที่โดนมีดบาดตอนเด็กๆได้ราวกับว่ามันเพิ่งเกิดเมื่อวาน ด้วยความตะกละอยากกินมังคุดตอนดูหนังจนทำมีดปอกนิ้วตัวเองแทนเปลือกมังคุด 
     
    ในตอนนั้นเลือดสดๆแดงฉานกระฉูดออกมาจากนิ้วจนลมแทบจับ  ทั้งแหกปากร้องไห้ทั้งวิ่งไปหาแม่ด้วยความตกใจ จนกลายเป็นปมแห่งความกลัวของเหลวสีแดงจนมาถึงทุกวันนี้
     
     
    แต่เมื่อวานนี้ข้าพเจ้าก้อได้ไปโชว์แมนกระชากใจสาวมา โดยการตามแม่ไปบริจาคเลือดที่เดอะมอลล์แถวบ้านมา
     
    จริงๆน่ะเรื่องบริจาคเลือดนี่คิดจะทำอยู่นานแล้ว ติดอยู่ตรงที่กลัวว่าใจมันยังหวิวๆทุกครั้งที่นึกถึงคำนี้ (ตอนที่พิมพ์นี้ก้อยังเป็นอยู่เลย)
     
    แต่หัวใจคุณธรรมดั่งเหล็กไหลของข้าพเจ้าก้อยังไม่อยากยอมแพ้อะไรง่ายๆ อะไรดีๆเราทำได้ เราก็ควรจะทำ (ใช่มั้ยล่ะ)
     
     
    ปล แต่ขอโทษทีเถอะ ตั้งแต่บริจาคเลือดเสร็จเมื่อวานตอนบ่ายจนถึงตอนนี้ก้อยังรู้สึกว่ายังไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงเลย ถ้าใครจะมาฉุดลากเราไปตอนนี้ก้อคงต้องยอม ตอนนี้แค่กำหมัดยังไม่แน่นเลย เง้อ
    September 29

    Call me a skinny head.

    เมื่อวานนี้ หลังจากแอบหมักอารมณ์เปรี้ยวหนังหัวมานาน ก็ได้ทำการเบิกฤกษ์ไปตัดผมทรงติดหนังหัวสะท้านโลกันตร์มา (skin head)
     
    อยากรู้ว่าผลออกมาหน้าตาแบบไหนคงต้องมาดูเอง
     
    แต่ที่แน่ๆหลังจากตัดเสร็จกลับไปที่บ้าน
     
    เฮีย(พ่อ): จะไปบวชอีกรอบรึไงทิด (พูดแบบยิ้มๆ)
     
    น้องสาว(แฟนน้องชายคนกลาง): ... (มองแล้วเลิกตาขึ้นสูง ย่นคิ้วเล็กน้อย ปิดปากสนิท ไร้อารมณ์ (-"-) เหมือนจะบอกมานัยๆว่า  ~คิดยังไงนี่~ )
     
    น้องชายคนเล็ก: ... (ไม่ได้ใส่ใจ  กะลังนั่งดู soccersuck อยู่หน้าคอม)
     
    น้องชายคนกลาง: (พูดกึ่งตะโกน) คิดไงวะเนี่ย จะไปบวชอีกรอบเรอะ 
    (พวกเลือดกรุ๊ป B ก้องี้แหล่ะ ชอบโพร่งเสียงดัง)
     
    เจ๊ (กลับมาตอนเย็น): ก็ดูดีนิ่  เห็นป๊าชอบใหญ่ใจเลย (รายนี้นิ่ตัดทรงไรมา ก้อว่าดีทุกทีแหล่ะ แกชอบผมสั้นๆ)
     
    ปล    ที่บ้านนี้เรียกแม่ว่า  เจ๊  แล้วเรียกพ่อว่า  เฮีย  (แต่ตอนเด็กๆเรียกว่า แม่ กับ ป๊า นะไม่ได้เปรี้ยวตั้งกะเด็ก)
    ปล 2 ไม่รู้ว่าตัดแล้วจะหล่อได้ใจแบบ Michael Scoldfield ใน Prison break รึปล่าว 555+
     
    Prison-Break-Mike-FP2018 Michael Scoldfield   _1221667013_307 รูป(แอบ)เหมือนที่น้อง(ที่คณะ)ทำให้
     
     
    September 23

    หูฟังสะท้านใจ

    ในที่สุดหลังจากเทียวไล้เทียวขื่อทั้งในโลกไซเบอร์ ทั้งตามร้านขายหูฟัง ข้าพเจ้าก้อได้เบิกฤกษ์ซื้อหูฟังครอบหู (headset) แบบที่ให้เสียงสะท้านใจได้ซักที

    โดยแอบไปได้เสียกัน (4 พันติ๊ดๆ) ตรงซอกในพันธ์ทิพย์ชั้น 1 เพื่อ Alexandro MS1 ตัวที่เห็นรูปด้านล่างนี้

       2294137685_47ef891f65                     16

     

    ปล ได้ยินเค้าโม้ว่าหูนี้สามารถทำให้เกิด Eargasm (Ear+orgasm) ได้ ก้ออยากจะลองซะทีเหมือนกันว่ามันจะขนาดนั้นจริงมั้ย